Bookmark and Share Add to Favorites  
ค้นหาสินค้า
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

รวมลิ้งค์ส่วนราชการ
  รวมลิ้งค์สายการบิน ทั้งไทย และต่างประเทศ
  รวมลิ้งค์ส่วนราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี @ กระทรวงต่างๆ @
  รวมลิ้งค์เบอร์โทร ที่อยู่ โรงพยาบาลทั่วประเทศ
  รวมลิ้งค์มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน ทั่วไทย
การท่องเที่ยว
  รวมเว็บสายการบิน คลิกเดียวเที่ยวทั่วโลก
  รวมตารางเดินรถ รถไฟ รถประจำทาง บขส
  เบอร์โทรสถานีขนส่งทั่วไทย
  โรงแรม ที่พักทั่วประเทศ
ฟังเพลงฮิตอัพเดทล่าสุด
  หยุดบอกเลิกกันเสียที - นิวจิ๋ว
  ใจกลางความรู้สึกดีๆ
  คนใจร้าย–โบ สุนิตา ละคร ขุนศึก
  แค่ได้รักเธอ -7 Days Crazy
  ฉันอยู่ตรงนี้ข้างๆเธอ - Klear
  รักมากเท่าไหร่ ใจเจ็บเท่านั้น
รวมลิ้งค์ธนาคาร
  รวบรวมสถานีขนส่ง และเบอร์โทรทั่วไทย
  ธนาคารไทยพาณิชย์
  ธนาคารยูโอบี
  ธนาคารทหารไทย
  ธนาคารกสิกรไทย
   ธนาคารกรุงเทพ
   ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  ธนาคาร standardchartered
  ธนาคาร HSBC
บริษัทประกันภัย
  อยุธยา อลิอันซ์
  กรุงเทพประกันชีวิต
  ทิพยประกันภัย
  เทเวศประกันภัย
  nationwide
  aia
  thaizurich
  เมืองไทยประกันชีวิต
  ไทยประกันชีวิต
รวมลิ้งค์สุขภาพ
  pharm.chula
  เภสัชกรรม รามา
  ชมรมฟื้นฟูโรคมะเร็ง
  สมาคมแพทย์โรคหัวใจ
การศึกษา
  สถาบันพัฒนาวิชาชีพ
  educationsphere
  บริการ e-Learning
  ทุนการศึกษา
  ชมรมพุทธศาสตร์สากล
  tutor2u.net
  eduzones.com
  คุณครูดอทคอม
  กู้ยืมเพื่อการศึกษา
  ศึกษาต่อต่างประเทศ
  เรียนต่อต่างประเทศ
  www.eiffel.com
  จุฬาคิดส์คลับ
  หาเเพื่อนร่วมรุ่น
  ศึกษาต่อต่างประเทศ
รวมเว็บผู้หญิง
  orientalprincess
  lancome-th.com
  tellmecosmetic
  www.gracear.com
  เรียนแต่งหน้า
  ผู้หญิงน่ะค่ะดอทคอม
  ปัญหาผิว
รวมรูปดารา
  ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก
  แซมมี่ ปัณฑิตา
  ญาญ่า VS ใหม่ดาวิกา ใครน่ารั๊กกกกว่ากัน ?
  รวมรูปใหม่ ดาวิกา
  รวมรูปมิน พีชญา
  รวมรูป@ชมพู่ อารยา
  รวมรูปขวัญ อุษามณี
  รวมรูปกิ๊ปซี่ วนิดา
  รวมรูปต่าย ชัชฎาภรณ์ @รวมรูปดารา ต่าย
  รวมรูปดาราแอบถ่ายทีเผลอ
  รวมรูปปาย สิตางค์ @ รูปเซ็กซี่ปาย สิตางค์ @ รวมรูปแอบถ่ายปาย
  รวมรูปปู ไปรยา ภาพหลุดปูไปรยา
  รวมรูปดารา อุ้ม ลักขณา
  รวมรูปโม อมีนา @ รวมรูปหลุดโม อมีนา @ รูปแอบถ่ายโม อมีนา
  ดูรูปดาราเซ็กซี่ทั้งหมด
รวมคลิปดาราเซ็กซี่
  รวมคลิป มิน พีชญา behind the scene@Lisa@in @Play Etude 10th
  คลิปพลอย เฌอมาลย์ @In Magazine
  รวมคลิปจั๊กจั่น-อคัมย์สิริ @ชุดว่ายน้ำปกแพรว Hot click !
  รวมคลิปแฟชั่น มิ้นต์ ชาลิดา @In Magazine @Lisa --Hot click !
  คลิปเต้ย จรินทร์พร @In Magazine
  คลิปแก้ม กวินตรา@In Magazine
  คลิปชมพู่ อารยา @In Magazineฉบับ 206
  คิมเบอร์ลี่ เบื้องหลังแฟชั่น In Magazine
  หยก ธัญยกันต์ เอ็กซ์แตกโชว์ sexy ล้างรถน้ำกระจาย
  รวมคลิปโม - อมีนา พินิจ @Maxim
  อั้ม พัชราภา เบื้องหลังแฟชั่น In Magazine
  คลิปเนย โชติกา @ Maxim Thailand
  ฉัตร เบื้องหลังแฟชั่น In Magazine
  Maxim เจนสุดา
  มิน พีชญา - เบื้องหลังแฟชั่น in magazine
รวมลิ้งค์เว็บชื่อดัง
  รวมโปรแกรมทำนามบัตรฟรี และสอนการสร้างนามบัตรใช้เอง
  รวมเว็บบทเรียนออนไลน์ สอนวิชาชีพ
  รวมเว็บหางาน
   อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน สยามกีฬา
  รวมเว็บยอดฮิตเกี่ยวกับการ์ตูน อ่านการ์ตูนออนไลน์ ของเล่นเด็ก
  รถยนต์ รถมือสอง รถมือ 1 ซื้อขายรถ รวมเว็บรถยนต์มากที่สุด
  กลอนรัก กลอนหวาน หาคู่ หากิ๊ก รวบรวมเว็บไซท์เกี่ยวกับหาคู่
  UFO 2011 รวบรวมคลิปที่ถ่ายติด UFO ต่างดาว จากทั่วโลก
  มาเ่ล่นเกมส์ออนไลน์กันไม๊
รวมนิตยสาร แฟชั่นออกใหม่
  มิว นิษฐา จิรยั่งยืน LISA vol. 15 no. 13 July 2014
  Hormones The Next Gen # สุดสัปดาห์ vol. 32 no. 735 July 2014
  น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ทีวีพูล vol. 25 no. 1260 July
  ปอย ตรีชฎา มาลยาภรณ์ PHEROMONE ASIA vol. 2 no. 15 July 2014
  อริสรา บัวปรางค์ [ฟ้า] HUG vol. 6 no. 8 July 2014
  สุษิรา แอนจิลีน่า แน่นหนา [ซูซี่] SLIM UP vol. 1 no. 76 July
  แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ LISA vol. 15 no. 14 July 2014
  มิน พีชญา วัฒนามนตรี ดิฉัน vol. 37 no. 897 July 2014
  แซมมี่ บัณฑิตา ภูวิจารย์ เคาว์เวลล์ ทีวีพูล vol. 25 no. 1259
  แนท ณัฐชา นวลแจ่ม MIX vol. 6 no. 92 July 2014
  เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ HER WORLD vol. 10 no. 125 July 201
  หญิงลี ธิดารัตน์ ศรีจุมพล @ แพรว vol. 34 no. 837 July 2014
  ทิสานาฏ ศรศึก [นาว] ทีวีพูล June 2014
  ใหม่ ดาวิกา สุดสัปดาห์ vol. 32 no. 734 July 2014
  แพทตี้ อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา IN vol. 9 no. 223 June 2

UFO 2013 UPDATE รวบรวมคลิปที่ถ่ายติด UFO ต่างดาว จากทั่วโลก

UFO 2013 UPDATE

 

 




 

 

 เอดการ์ เคซีเริ่มอ่าน เรื่องราวที่เกี่ยวกับแอตแลนติสจาก "บันทึกจักรวาล" ในขณะที่ตัวเขาเข้าสู่ภวังค์เป็นครั้งแรกในปี คศ 1922  หลังจากนั้นเป็นเวลา 23 ปีเต็ม เคซีได้ อ่าน สิ่งที่พาดพิงถึงแอตแลนติส ออกมาหลายร้อยครั้งตามที่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งบอกด้วยว่าอิทธิพลของชาวแอตแลนติสที่กลับมาเกิดใหม่ในยุคนี้จะส่งผลใหญ่หลวงต่ออารยธรรมของเรา ในยุคต้นๆของแอตแลนติสนั้น มนุษย์ กับเทพมีความแตกต่างกันไม่มากนัก เพราะมนุษย์ในสมัยนั้นมีตาที่สาม สามารถพัฒนา ต่อมไพนิลในสมองได้ในระดับสูงจนสามารถมีพลังจิตหรือมีฤทธิ์ประเภทต่างๆ ได้ แต่ต่อมาเมื่อพวกมนุษย์ยอมจำนนพ่ายแพ้ต่อกิเลส ตัณหา และอำนาจวัตถุปล่อยให้อัตตาครอบงำศีลธรรมเสื่อมทราม จึงเกิดโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ขึ้นกับดินแดนแอตแลนติส 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นราวๆ 50700 ปีก่อนคริสต์กาล เพราะพวกมนุษย์นำสารเคมีมาทำเป็นระเบิดเพื่อขับไล่สัตว์ร้าย จนก่อให้เกิดแผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิด ร้ายแรง ทำให้แกนขั๊วโลกเอียง และโลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ส่วนโศกนาฎกรรมครั้งที่สอง เกิดขึ้นราวๆ 28000 ปีก่อนคริสต์กาล ในรูปของ น้ำท่วมใหญ่ ที่คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าเป็น น้ำท่วมใหญ่ยุคโนอาร์  โดยมีสาเหตุมาจากใช้พลังคริสตัลเป็นพลังค้ำจุนระบบอารยธรรมของพวกตนมากเกินไปจนกิดภูเขาไฟระเบิด และแผ่นดินไหว  แต่ชาวแอตแลนติสก็สามารถฟื้นฟูอารยธรรมทางวัตถุของตนให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้อีกและก็ตกต่ำทางจิตวิญญาณอีก  จึงนำมาซึ่งโศกนาฎกรรมครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นครั้งที่ 3 และเป็นครั้งสุดท้ายราวๆ 10700 ปี ก่อนคริสต์กาล  แต่คราวนี้พวกผู้นำทางจิตซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในหมู่ชาวแอตแลนติสได้มองเห็นอนาคตล่วงหน้าแล้วว่า  ไม่มีทางหลีกเลี่ยงหายนะไปได้ จึงเตรียมการอพยพผู้คนจำนวนหนึ่งพร้อมกับนำความรู้ศาสตร์ต่างๆ ของแอตแลนติสไปเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญหายไปด้วย วิชาเหล่านี้ต่อมาผู้คนในยุคของเราได้รู้จักในชื่อของ  โยคะ  ตันตระ  เต๋า  และพราหมณ์  นั่นเอง


เอดการ์ เคซีได้กล่าวเอาไว้ ใน การอ่านของเขาว่า  ยุคปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับยุคแอตแลนติสหลายอย่างมาก  โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์  และเทคโนโลยี  มีชาวแอตแลนติสที่จำนวนไม่น้อยที่กลับชาติมาเกิดในยุคนี้  เพื่อตอบปัญหาที่เป็นผลของกฏแห่งกรรม ที่พวกเขาเคยทำในอดีตอีกครั้ง  นั้นคือพวกเขายังมีโอกาสได้แก้ตัวอีกครั้งว่าจะเลือกใช้พลังจากธรรมชาติ  เพื่อการสร้างสรรค์หรือเพื่อการทำลายกันแน่ ... จงรู้ไว้ด้วยเถอะว่า พวกผู้นำของชนกลุ่ม
ใดก็ตามในยุคนี้ล้วนเป็นชาวแอตแลนติสกลับชาติมาเกิดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายมิตร หรือฝ่ายศัตรู  ชาวแอตแลนติสเคยเป็นอารยธรรมที่รุ่งโรจน์  และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ บนโลกนี้  แต่พวกเขากลับลืมเลือนเป้าหมายแห่งการเกิดมาของพวกตนไปสนิท  ขณะที่พวกเขากำลังสร้างสาเหตุแห่งการทำลายล้างทางร่างกายและจิตวิญญาณขึ้นมาภายในตัวของเขาเอง  


ในช่วงที่อารยะธรรมทางวัตถุของมนุษย์ชาติเจริญถึงขั้นสุดยอดก่อนหายนะมาเยือน  พวกมนุษย์คงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายตามการคัดสรรทางธรรมชาติ  เป็นแน่ ระหว่างฝ่ายที่หมกมุ่นมัวเมาอยู่กับเรื่องทางวัตถุ  กับอีกฝ่ายที่ฝักใฝ่ในทางจิตวิญญาณ  ฝ่ายหลังนี้จะเข้าใจความหมายในมหาปิระมิดได้ว่ามันเป็นสถานที่ที่บันทึกเส้นทางการแสวงหา  โพธิปัญญา  ของมนุษย์ โดยคุรุหรือบรมคุรุรุ่นต่างๆ  สืบเนื่องกันมา  พระเยซูสามารถกลายเป็นพระคริสต์  ได้ก็เพราะท่านได้เคล็ดวิชาเร้นลับ แห่ง  โยคะ  นั่นเอง
ข้างต้นนี่เองคือ  ความลับของปิรามิด    ที่เป็นคำอธิบายของเอดการ์ เคซี  ภายหลังจากที่ได้สืบค้น เรื่องราวความลับของมหาปิระมิดปรากฎว่ามีคำอธิบายเกี่ยวกับการกำเนิดของปิระมิดที่หลากหลายมาก  เพราะเอาเข้าจริงแม้จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่ามหาปิระมิดแห่งกีซาสร้างขึ้นมาเมื่อใดและเพื่อจุดประสงค์ใดกันแน่  นี่คือความลับที่ใหญ่ที่สุดอันหนึ่งของมนุษยชาติตลอดช่วงห้าพันปีมานี้ ที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างแจ่มแจ้งอย่างปราศจากข้อกังขาใดๆ  

มีนักคิดนักวิชาการคนหนึ่งชื่อว่า ดร.พอล บรุนตัน ได้ประสบความสำเร็จในการอนุญาตจากรัฐบาลอียิปต์เข้าไปนอนค้างคืนใน หอพระราชา  ของมหาปิระมิดแห่งกีซาและนำเอาประสบการณ์อันนั้นมาถ่ายทอดไว้ในหนังสือที่เขาเขียน  "A Search in secret egypt "  มีใจความโดยย่อดังนี้  ในหอพระราชาซึ่งเป็นห้องสำคัญที่สุดที่อยู่ตรงใจกลางของมหาปิระมิดที่ถูกค้นพบนี้มีอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกเข้าไปถึงขั๊วกระดูกไขสันหลังทีเดียว ก่อนที่จะเข้ามาพำนักในห้องนี้  ดร.บรุนตันได้ทำการเตรียมตัวโดยการอดอาหารเป็นเวลา 3 วันถือพรมจรรย์ชำระตัวเองให้บริสุทธ์ เตรียมจิตใจที่จะต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้น  เขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศในห้องนั้นที่กดดันเขาในทางลบให้ออกไปจากห้องนี้ และถอนตัวจากการทดลองนี้ เขาจะต้องระดมความกล้าหาญทางจิตใจทั้งหมดที่เขามีอยู่ในตัวเพื่อต่อสู้ขจัดความหวาดกลัวที่สถิตอยู่ในใจเขา ต่อมาเขามองเห็นภาพของนักบวชอริยะ 2 รูปและสมองของเขาได้ยินคำพูดของพระรูปหนึ่งถามตัวเขาว่า  เขามาทำไมและโลกแห่งความตายยังไม่พอสำหรับเขาอีกหรือ  เมื่อเขาตอบว่า  ยังไม่พอ พระรูปนั้นก็ถามเขาต่อว่า  
ทางแห่งความฝันจะพาเธอห่างไปไกลจากการมีสติเป็นอย่างมากเลย มีบางคนเข้าไปสู่โลกแห่งความพิศวงนี้แล้วกลับมาเป็นบ้า เพราะฉะนั้นเราขอเตือนเจ้าให้หันหลังกลับไปเดี๋ยวนี้ที่ยังมีเวลาอยู่  
แต่เมื่อ ดร. บรุนตัน  ยังคงยืนยันว่าเขาต้องอยู่ต่อ พระที่พูดกับเขาก็หายไป   พระอีกรูปหนึ่งได้บอกให้เขานอนบนหีบเปล่ากลางห้อง  เมื่อเขานอนลงบนหีบดังกล่าวทันใดก็มีพลังลึกลับมาที่ตัวเขา  ในไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเขาได้โบยบินออกไปนอกกายตัวเอง  เขาเข้ามาอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่มีความเครียดน้อยมากและตระหนักถึงเสรีภาพ  นอกจากนี้เขายังเห็น  สายเงิน  เป็นเงาวาวที่เชื่อมต่อกายทิพย์ของเขากับร่างกายของเขาที่กำลังนอนอยู่บนหีบด้วย  ต่อมา ดร. บรุนตันก็รู้สึกตัวว่าตัวเองได้พบกับพระรูปที่สูงที่ได้บอกกับเขาว่า
เจ้าต้องกลับไปพร้อมด้วยข่าวสารอันนี้  เด็กเอ๋ย จงรู้ไว้เถอะว่าในสถานที่โบราณนี้ ประวัติศาสตร์แห่งเผ่าพันธ์แรกเริ่มของมนุษย์ชาติได้สูญหายไปรวมทั้งข้อตกลงของพวกเขาได้ทำกับพระผู้สร้างด้วย   ในสมัยก่อนผู้ที่ถูกคัดเลือกได้ถูกพามาที่นี่ให้รับรู้ข้อตกลงอันนี้ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปยังเพื่อนพ้องของตนในฐานะที่เป็นประกาศกหรือผู้พยากรณ์ที่ยิ่งใหญ่  เพื่อเตือนสติผู้คนที่ทอดทิ้งพระผู้สร้างของตนและมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังเหมือนชาวแอตแลนติสในช่วงสมัยที่มีการสร้างปิระมิดนี้ขึ้นมา  และผู้คนชาวแอตแลนติสนี้ถูกทำลายด้วยผลกรรมอันชั่วช้าของตนเอง  
เมื่อพระรูปนั้นกล่าวจบลง ทันใด ดร. บรุนตันก็รู้สึกตัวว่า เขากลับเข้ามาอยู่ในร่างเดิมของเขา
คนที่มีประสบการณ์เร้นลับในปิระมิดอย่างดร บรุนตันนั้นมีนัยยะมากเลยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นข่าวสารเกี่ยวกับ  ความลับของปิระมิด  ของชาวแอตแลนติสที่ชื่อโธท ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์มรกต เป็นภาษาแอตแลนติสและถูกนำมาแปลโดยคุรุ แห่ง ศัมภาราคนหนึ่ง ชื่อดร.มูเรียล  โดเรียล    คศ  1901 - 1963  ในสังกัดของ  "Brotherthood of the white temple "  ของศัมภาราในธิเบต คัมภีร์มรกตนี้  ดร.โดเรียลอ้างว่าเป็นหนึ่งในความรู้ของปิระมิดที่เก่าแก่ที่สุดในโลกยกเว้นคัมภีร์ในศัมภารานครใต้พิภพในธิเบตที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาเท่านั้น
ดร.โดเรียลได้อธิบายความเป้นมาของ คัมภีร์มรกต ดังต่อไปนี้
 

คัมภีร์มรกต

ความเป็นมาของคัมภีร์มรกต จาก ดร.มูเรียล โดเรียล

"…ที่ มาของคัมภีร์มรกตที่ผมแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษนี้ ช่างน่าพิศวงเหลือเกิน เพราะมันมีอายุเก่าแก่มาก ถึงสามหมื่นหกพันปี ก่อนคริสต์กาลทีเดียว ผมรับรองว่า พวกนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่มีทางยอมเชื่อในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ผู้เขียนคัมภีร์มรกตนี้ เป็นชาวแอตแลนติส ชื่อ โธท หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า เฮลมอส ภายหลังจากที่ทวีปแอตแลนติสล่มสลายจมลงใต้สมุทรแล้ว โธทได้ไปสร้างอาณานิคมแห่งหนึ่งของแอตแลนติสที่อียิปต์โบราณ โธทนี่แหละ ที่สร้างมหาปิรามิดแห่งกีซา แต่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของพระเจ้าคีออปส์ โธทได้บรรจุองค์ความรู้และภูมิปัญญาโบราณ ของตนซ่อนเอาไว้ใต้มหาปิรามิด พร้อมกับบันทึกของแอตแลนติสและเครื่องมือต่างๆ…" "โธทปกครองอียิปต์โบราณ เป็นเวลา 16,000 ปี ในช่วง ห้าหมื่นปีถึงสามหมื่นสี่พันปีก่อนคริสต์กาล เขาได้ฉายาจากผู้คนว่า เป็นเทพผู้อมตะ คัมภีร์มรกตถูกเก็บเอาไว้ในมหาปิรามิด และได้รับการดูแลโดยเหล่าศิษย์ของโธท หลังจากที่โธทจากอียิปต์ไปแล้ว ซึ่งคัมภีร์นี้มีอยู่ทั้งหมด 12 แผ่น ต่อมาในราว หนึ่งพันสามร้อยปีก่อนคริสต์กาล เกิดความวุ่นวายในอียิปต์ กลุ่มพระผู้ดูแลมหาปิรามิด ได้นำคัมภีร์มรกตไปที่อเมริกาใต้ ที่เป็นที่ตั้งของอาณานิคมของแอตแลนติสเหมือนกัน นั่นคือชาวเผ่ามายา"

"ใน ศตวรรษที่ 10 ชาวเผ่ามายาได้อพยพไปที่อื่น คัมภีร์มรกตได้ถูกซ่อนไว้ใต้แท่นบูชาของวิหารที่บูชาพระอาทิตย์" "มหาปิรามิดแห่งกีซามิใช่ห้องเก็บศพของพระราชา แต่เป็นอารามถ่ายทอดวิชาเร้นลับต่างหาก ตัวผมได้บุกป่าฝ่าอันตรายคนเดียวเข้าไปพบคัมภีร์มรกตนี้ที่ ประเทศเม็กซิโก เมื่อปี 1925 แต่ผมไม่ได้รับอนุญาตให้นำฉบับจริงออกมา จึงได้แต่คัดลองคัมภีร์นี้กลับมาแทน"

แน่นอนว่า มีแต่ ดร.โดเรียลคนเดียวเท่านั้น ที่อ่านรู้เรื่อง ความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่า ยังสู้ของ เอ็ดการ์ เคซี่ที่มีผลงาน "การอ่าน" ในอดีตพิสูจน์ยืนยันไม่ได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งสองท่าน พูดเหมือนกันว่า มหาปิรามิดถูกสร้างโดยชาวแอตแลนติสที่ชื่อ เฮลเมส"

 

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 1

กล่าวถึง ความเป็นมาของชาวแอตแลนติสชื่อโธท โดยโธทเล่าเรื่องตัวเองว่า เขาต้องการบันทึกองค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ของ แอตแลนติสไว้ให้คนรุ่นหลัง


โธทบอกว่า ทุกๆพันปี และทุกๆห้าสิบปี เขาจะทำการ "อวตาร" และชุบร่างกายให้หนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง โดยเข้าไปในอารามศักดิ์สิทธิ์และนอนใต้ "ดอกไม้แห่งชีวิต" หรือ อาบ "ไฟแห่งชีวิต" ตอนที่โธทเขียนคัมภีร์เล่มนี้ เขามีอายุ ห้าหมื่นปีแล้ว โธทบอกว่า เขาสามารถตั้งจิตให้ดวงวิญญาณของเขา ไปเกิดในร่างอื่นหรือชีวิตอื่นได้ โดยร่างเดิมของเขายังนอนหลับอยู่ เขาจึงสามารถเดินทางไปทั่วจักรวาลได้โดยเพ่งจิตไปที่หัวใจของตน เพราะที่นั่นมีความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ดำรงอยู่ โธทและผู้ติดตามนั่ง "จานบิน" ไปยังอียิปต์และใช้ "ไม้เท้าวิเศษ" ที่ควบคุมโดยอำนาจจิต สามารถปล่อยแสงปล่อยพลังได้ต่างๆนานา สะกดให้ผู้คนที่นั่น ยอมรับในตัวเขาคือเทพเจ้าและเป็นบุตรของพระอาทิตย์

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 2
โธทบอกว่า ที่ตั้งของอารามศักดิ์สิทธิ์ที่เขาใช้ชุบร่างกายทุกห้าสิบปี นั้น อยู่ใต้ทวีปแอตแลนติส ณ ที่อารามนั้น เป็นศูนย์รวมของ "พลังชีวิต" ที่ค้ำจุนสรรพชีวิตบนพื้นโลก ที่เรียกว่า "ดอกไม้แห่งชีวิต" ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับ "โซล่าเพลกซัส" (จักรสะดือ) ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งเก็บพลังชีวิตของมนุษย์ โดยมีทางเข้าของพลังอยู่ที่กลางกระหม่อม (จักรมงกุฎ)

เมื่อโธทได้ ฝึกฝน "พลังชีวิต" (ปราณ) จนตัวเขาบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้แล้ว เขาสามารถเลือกวิธีแห่งการทำงานของเขาได้อย่างเสรี จะไปอยู่ดวงดาวอื่นหรือภพอื่น หรือจักรวาลอื่นก็ย่อมได้ดังใจปรารถนา แต่ตัวเขากลับตัดสินใจอยู่ในโลกนี้ต่อ และทำงานให้โลกนี้ต่อ เพื่อเป็นผู้นำแห่งการชี้นำจิตวิญญาณของหมู่มนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความมืดมิด และฟื้นฟู "ความเป็นเทพ" หรือ "ความเป็นพระเจ้า" กลับคืนให้แก่มวลมนุษย์

 

       

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 3

โธทกล่าวถึงกุญแจที่จะไขไปสู่ "ปัญญา" ที่จะนำมาซึ่ง "พลัง" และพลังจะทำให้เกิดปัญญาว่าอยู่ที่ความถ่อมตัว เพราะ ผู้ที่ยะโสหลงตัวเองคือคนโง่ที่ปฏิเสธที่จะเรียนรู้

คนเราพึง ปฏิบัติตามคำสั่งของ "คุรุ" หรือสิ่งที่อยู่ในตัวเรา หรือ "อาตมัน" ทรัพย์สมบัติเป็นเพียงวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมาย เมื่อความต้องการทางวัตถุได้รับการตอบสนองแล้ว ควรหันมาสนใจยกระดับจิตวิญญาณ "อาตมัน" หรือ "ใจที่แท้" ตั้งอยู่ในบริเวณกึ่งกลางของหัวใจ ที่เชื่อมโยงกับต่อมไพนีลในสมองได้ "ใจที่แท้" นี้ไม่สนใจแสวงหาเรื่องความมั่งคั่งเลย มันสนใจแต่เรื่อง "ความเป็นพระเจ้า" หรือ "ความบริสุทธิ์ของจิตเท่านั้น"

"ความรัก" เป็นจุดเริ่มต้นของ "ทาง" และเป็นจุดสิ้นสุดของ "ทาง" โธทเน้นความเป็นเอกภาพของทุกๆสิ่งในจักรวาล ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วย "ความรักอันยิ่งใหญ่" ความสงบเงียบ คือกุญแจสำคัญไปสู่ความรุดหน้า จงใช้ความสงบเงียบรักษาพลังภายในตัวเราไว้ อย่าหลงตัวเอง ว่าเรายิ่งใหญ่กว่าใครอื่น เพราะทุกคนต่างก็เป็นเพชร ต่างกันที่บางคนเป็นเพชรที่ยังไม่เจียระไนเท่านั้น ร่างกายเป็นธาตุดินที่หยาบ จิตเป็นธาตุไฟที่ละเอียด ก่อนที่จิตวิญญาณจะเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับ "พระอาทิตย์ดวงแม่" (พระอาทิตย์ในโลกทิพย์) จิตวิญญาณจะต้องละจากร่างกายที่เป็นวัตถุหยาบเสียก่อน

พลังสร้าง สรรค์เกิดจากการเปิดตาที่สามหรือต่อมไพนีล คนธรรมดาตาที่สามจะเปิดอยู่เล็กน้อย ต้องฝึกฝนให้ตาที่สามเปิดกว้างเต็มที่ เพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันได้ มีแต่ความเพียรกับประสบการณ์เท่านั้น ที่จะทำให้จิตใจหลุดพ้นจากความมืดมิดได้ วัตถุเป็นเพียงรูปการที่แสดงออกมาของจิตเท่านั้น ขั้นสุดท้ายวัตถุกับจิตจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

สรรพสิ่งล้วนอยู่ใน กระบวนการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มนุษย์เพียงใส่ "จิต" เข้าไปในกฎของธรรมชาติเท่านั้น "ปัญญา" จะมาหาแก่ผู้แสวงหามัน สิ่งสำคัญคือ "โลกทางวัตถุคือมายาที่เกิดจากใจของผู้ที่มีอวิชชา แต่โลกวัตถุนี้ก็เป็นการสำแดงตนของพระเจ้าผู้สร้างโลกด้วยเช่นกัน (กฎของจักรวาล) ไม่ว่าจะเป็นยุคใดก็ตาม "ผู้ที่ตื่นแล้ว" จะได้รับแสงสว่าง ปัญญา และความเร้นลับเสมอ

จากเนื้อความข้างต้นหากท่านได้อ่าน หัวข้อ ฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ กับศาสนาตะวันออก คงพอเห็นถึงความ "เหมือน" ของสิ่งที่ศาสนาตะวันออก ได้ "สำแดง" ออกมา

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 4

โธทได้กล่าวถึง ประสบการณ์ทางจิตในการท่องจักรวาล จนเขาได้พบกับ "จิตสำนึกแห่งจักรวาล" และได้เรียนรู้ว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึงของจิตสำนึกแห่งจักรวาลนี้ ดุจความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับเซลล์สมอง โธทได้แนะวิธีถอดกายทิพย์ออกจากกายหยาบว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการขยาย "โซล่าเพลกซีส" (จักรสะดือ) หรือ "ดอกไม้แห่งชีวิต" ในกายคนให้ใหญ่ขึ้น จนพลังชีวิตไหลเข้ามากระตุ้นกายหยาบให้ทำงานอย่างมีชีวิตชีวา เพื่อเป็นการเตรียมให้จิตออกจากร่างได้ราบรื่น ต่อไป ทำการอดอาหารในช่วงสั้นๆ ราวๆหนึ่งวัน เพื่อตัดความรู้สึกภายนอกและไม่พูดจาใดๆ อยู่ในความสงบ เมื่อความสงบบรรลุถึงภาวะสมบูรณ์ โดยผ่านการโน้มนำแห่งจิตแล้ว ให้เพ่งจิตไปที่ต่อมไพนีล ที่เป็นที่ตั้งของจิตวิญาณ ก่อนที่จะนึกถึงสถานที่ที่กายทิพย์ต้องการจะไป โดยจะต้องทำการสั่นขึ้นที่ต่อมไพนีล จากนั้นให้จิตหมุนภายในสมอง แล้วให้จิตเคลื่อนที่ออกนอกศีรษะไปตามเส้นโค้งที่เกิดจากการหมุนข้างในนั้น (เป็นหลักการที่เหมือนกันอย่างน่าทึ่ง ของ "สมาธิหมุน" (สมาธิหมุน หรือมังกรจักรวาลภาค 1 เขียนโดย ดร.สุวินัย) กับสิ่งที่โธทกล่าว)

การ สั่น (Vibration) เป็นความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ สรรพสิ่งล้วนเป็นความสั่นของคลื่นทั้งสิ้น การสั่นของคลื่น เป็นกุญแจของการสร้างจิตที่หลุดพ้น หากอยากเข้าถึงปัญญา ก็ต้องหมั่น "ภาวนา" เพราะการภาวนาเป็นการปรับการสั่นของคลื่น ให้สอดคล้องกับพระผู้เป็นเจ้า

(การสั่น = การปรับคลื่น จูนคลื่น เพื่อเข้าสู่ความถี่ความถี่หนึ่ง ที่ยังเข้าไม่ถึง และไม่สามารถมองเห็น)


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 5

โธท กล่าวถึง เหล่าที่พำนักอยู่ที่เกาะอุนาล ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดเกาะของดินแดนแอตแลนติส และเล่าถึงการพาชาวแอตแลนติสกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ขึ้นจานบินมาที่อียิปต์ ก่อนที่ทวีปแอตแลนตีสจะล่มสลาย หลังจากที่ทำให้ชาวอียิปต์นับถือบูชาได้แล้ว โธทก็ได้สร้าง ปิรามิดกับสฟิงส์ขึ้นมา

        

 

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 6

โธทถ่ายทอด เคล็ดลับการเอาชนะพลังมืดเอาไว้ หากเป็นพลังมืดจากภายนอก ให้เข้าไปอยู่ในห้องมืด และปิดวงกลมล้อมรอบตัวเองไว้ เพราะวงกลมสามารถ มีพลังป้องกันภูตร้ายได้ จากนั้นก็ท่องชื่อ คุรุทั้งเจ็ด ดังนี้ Untanas , Quertas , Chietal , Goyana , Huertal , Semveta , Ardal

แต่ถ้าเป็นพลังมืดภายในจิตใจ ให้สร้างความสั่นขึ้นภายในต่อมไพนีล ก่อนที่จะขับออกไปจากร่างกายพร้อมกับลมหายใจออก


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 7

โธทบอกว่า ชีวิตคนเต็มไปด้วยอุปสรรค มีหลุมพลางต่างๆ ที่คอยฉุดให้มนุษย์ลงสู่หนทางที่ตกต่ำ

ดัง นั้น ผู้แสวงหาทุกคน ควรตั้งเป้าหมายชีวิตไว้กับการเป็นหนึ่งเดียวกับจิตสำนึกแห่งจักรวาล จงเพ่งกระแสจิตและความคิด ไปข้างในตัวเอง เพื่อค้นพบ "จิตวิญญาณที่เป็นแสง" อยู่ข้างใน และเมื่อนั้น ตัวเราก็จะเป็น "คุรุ" ของตัวเรา


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 8

โธทบ อกว่า ในสัญลักษณ์ต่างๆ จะมีกุญแจไปสู่ปัญญา ได้โดยที่ปัญญาก็คือความรู้เกี่ยวกับ "การประยุกต์ใช้กฎแห่งจักรวาล" นั่นเอง บางครั้งปัญญาก็แฝงอยู่ในความมืด ต้องใช้ความพยายามเสาะหาเอง ความเป็นแสง ซ่อนตัวอยู่ในความมืดฉันใด ปัญญาที่แท้จริง ก็มักจะซ่อนตัวอยู่ในความมืดฉันนั้น


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 9

โธทบ อกให้แสวงหาความเป็นวงกลม เพราะวงกลม (จักร) เป็น สัญญลักษณ์ที่แสดงถึง ความสมบูรณ์ของการเป็นช่องทางให้พลังจักรวาล ไหลผ่านศูนย์ต่างๆในร่างกาย การใช้ภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะภาษาคือคลื่นหรือความสั่น ที่ปลดปล่อยพลังออกมา มนุษย์ นั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่วัตถุ แต่คือแสงหรือพลังงานที่เปล่งมาจากต้นตอ ที่เป็นนิรันดร์ต่างหาก แต่คนเราเห็นเป็นวัตถุไปเอง

เพราะสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนั้น จริงๆแล้วก็คือแสงเช่นกัน แต่คนเห็นเป็นวัตถุไป (หากได้อ่าน ฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ กับศาสนาตะวันออก คงพอเข้าใจถึงความสัมพันธ์ ดังกล่าว) คนเรามีปัญญาอยู่แล้ว ก็ควรที่จะแสวงหาปัญญาเพิ่มอยู่เสมอ

มนุษย์สามารถทำตัวเองให้เป็นได้ทั้งเทพและมารและโธทได้ให้มนตร์ในการปลุกพลังภายในตัวเอง คือ "Zin Uru"



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 10

โธทบ อกว่า จิตวิญญาณที่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาลได้แล้ว จะเป็นเหมือน "พระอาทิตย์ในหมู่แสง" สิ่งที่ชี้นำชะตาชีวิตของคนเรานั้น ก็คืออาตมันของผู้นั้น ซึ่งเป็นเสียงแห่งความสงบเงียบของจักรวาล

ร่าง กายคนเราเกิดมาจากขั้วสองขั้ว หากขั้วใดขั้วหนึ่งเสียสมดุล จะทำให้เกิดโรคภัย แต่ถ้าร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลโดยสมบูรณ์ ระหว่างสองขั้วนี้ คนผู้นั้นจะปลอดโรคและไม่ตาย สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ร่ายกายเสียสมดุล เกิดจากการเสียสมดุลของใจแทบทั้งสิ้น ทำให้ต่อมไร้ท่อบกพร่อง

ถ้านอนเอาศีรษะหันไปทางทิศเหนือ(ขั้วบวก) ให้วางจิตอยู่ระหว่างช่วงหน้าอกถึงศีรษะ

ถ้านอนเอาศีรษะหันไปทางทิศใต้(ขั้วลบ) ให้วางจิตอยู่ระหว่างช่วงหน้าอกถึงปลายเท้า

หาก ฝึกเช่นนี้ได้ จะช่วยให้เกิดสมดุลภายในร่างกาย เมื่อถึงเวลาใกล้ตาย แล้วต้องรักษาความทรงจำในชาตินี้ ให้ไประลึกได้ในชาติหน้า โธทบอกให้ทำดังนี้ จงผ่อนคลายร่างกายอย่าให้เกิดความตึงเครียดใดๆ เป็นอันดับแรก ต่อจากนั้น เอาจิตสำนึกของตน ไปตั้งไว้ที่หัวใจ ก่อนที่จะโน้มนำอย่างรวดเร็ว ไปที่ต่อมไพนีล(บริเวณกึ่งกลางของสมอง) ตั้งใจไว้ที่ต่อมไพนีลชั่วครู่ แล้วค่อยเคลื่อนจิตไปที่ต่อมพิตทูอิทารี บริเวณกึ่งกลางหัวคิ้ว ซึ่งเป็นที่ควบคุมความทรงจำของชีวิต กำหนดจิตไว้ที่จุดนี้ จนกระทั่งความตายมาพาตัวเราไป

 

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 11

โธทบอกว่า วิถีของจิตวิญญาณ มีอยู่ 3 ด้วยกันคือ พัฒนาจากมนุษย์ที่เป็นสัตว์โลก ไปเป็นจิตสำนึกที่บริสุทธิ์ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเป็น "แสงสว่าง" หรือเทพเจ้า

และอุปสรรค ก็มีอยู่ 3 อย่างคือ ขาดความเพียรพยายามในการแสวงหาธรรมไม่เอาใจใส่ในพระผู้เป็นเจ้าและหมกมุ่นอยู่กับความชั่วช้า

พลัง ในการสร้างสรรค์สรรพสิ่ง ก็มีอยู่ 3 อย่างคือการมีความรักอันศักดิ์สิทธิ์ การมีปัญญาในการใช้วิธีการทั้งปวงและการมีความมุ่งมั่น ที่จะผนึกความรักอันศักดิ์สิทธิ์ กับปัญญาอันศักดิ์สิทธ์เข้าด้วยกัน

การพิชิตพลังแห่งความมืด ไม่ใช่การต่อสู้กับความมืด แต่คือการเปล่งแสงแห่งอาตมัน หรือความเป็นพระเจ้าในตัวเราให้เจิดจ้าออกมาต่างหาก

คำสอนเหล่านี้ อย่านำไปสอนต่อผู้มีใจไม่สะอาด และผู้มีใจอ่อนแอเลย มันจะเป็นความสูญเปล่าโดยแท้


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 12

โธทบอกว่า บทนี้เป็นสุดยอดแห่งความลับทั้งปวง

เพราะ เขาจะถ่ายทอดพลัง เพื่อการเป็น "เทพมนุษย์" ให้แก่ผู้เป็นศิษย์เขา การเป็น "เทพมนุษย์" คือการสำแดงออกซึ่งความเป็นแสงสว่าง ของพระเจ้าที่อยู่ในตัวมนุษย์นั่นเอง อันที่จริง "ความมืด" กับ "ความสว่าง" เป็นสิ่งต่างกันแค่ภายนอกเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นสองด้านของสิ่งที่เป็นธาตุแท้เดียวกัน ที่มาจากต้นตอเดียวกัน

ความ มืดคือความไร้ระเบียบ ความสว่างเป็นความมีระเบียบ หากเกิดการเปลี่ยนแปลง ความมืดย่อมกลายเป็นความสว่างได้ และนั้นคือเป้าหมายของชีวิตคนเรา การที่จะรู้ความเร้นลับเกี่ยบกับธาตุแท้ของมนุษย์ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายคนเราประกอบด้วยกายหยาบ กายทิพย์ และกายละเอียดที่สุด(mental body) ในร่างกายมีช่องทางต่างๆ ให้ปราณไหลผ่าน เพื่อค้ำจุนชีวิตเอาไว้ การไหลเวียนของปราณ อยู่ภายใต้การควบคุมของจิต มนุษย์ขณะที่อยู่บนโลกนี้ เขาจะถูกผูกมัดจองจำให้เป็น "ทาส" ของเวลาและสถานที่ การจะปลดปล่อยตัวเองให้ "หลุดพ้น" จากการถูกจองจำนี้ เคล็ดลับอยู่ภายในตัวเขาผู้นั้น คนเราจะค้นพบเสรีภาพที่แท้จริงจากภายในตัวเราเองเท่านั้น

ในตอนที่ ผู้ฝึกต้องการหลุดลอยออกจากกายหยาบ ไปยังที่ไกลๆสุดขอบฟ้า ขอให้เขาบริกรรมมนตร์ "Dor-E-Ul-La" เอาไว้ในใจ ก่อนอื่นต้องทำใจให้สงบนิ่ง ผ่อนคลายร่างกายตั้งจิตมุ่งมั่น ที่จะปลดปล่อยตนเองออกจากกายหยาบ หากต้องการพาดวงจิตขิงตนไปที่ใด ก็ขอให้นึกถึงเสรีภาพแห่งดวงจิต พร้อมบริกรรมมนต์ต่อไปนี้ "la Um-I-L-Gan" (ลาอุมอีลูกาน)

หากต้องการจะถอดจิต ไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์ของแอตแลนติส ก็ให้บริกรรมมนตร์ต่อไปนี้ โดยไม่ออกเสียง
1. Me-Kut-El-Shab-El
2. Hale-zur-Ben-El-Zabrut
3. Zin-Efrim-Quar-El

และหากต้องการถอดจิตไป "ศัมภาลา" ก็ขอให้บริกรรมมนต์ต่อไปนี้ เพื่อเปิดทวารเข้าสู่ศัมภาลา "Edom-El-Ahim-Sabbe-Rt-zur-Adom"

 คัมภร์มรกตเป็นแผ่นโลหะสีมรกต 12 แผ่น ที่ไม่มีวันเป็นสนิมหรือผุกร่อนร้อยด้วยห่วงสีทองอักษรที่จารึกไว้เป็นภาษาแอตแลนตีสโบราณ กระแสคลื่นจากแผ่นโลหะนี้จะถ่ายทอดข่าวสารโดยตรงเข้ามาในใจของผู้อ่านเอง อันที่จริงจะว่าไปแล้วเนื้อหาส่วนใหญ่ของคัมภีร์มรกตนี้เกี่ยวกับความเป็นมาของแอตแนนตีส และการจัดลำดับขั้นทางจิตวิญญาณในจักรวาลมากกว่า ส่วนที่เกี่ยวกับปิระมิดโดยตรงนั้นก็คือ โธทเก็บรักษาคัมภีร์มรกตนี้เอาไว้ในมหาปิระมิดเท่านั้นเอง ถ้าเป็นเช่นนี้ความลับของปิระมิดหากไม่ได้อยู่ที่ตัวโครงสร้างของปิระมิด (ซึ่งมีผู้ยืนยันว่าอยู่ที่ตัวโครงสร้างปิระมิดเป็นจำนวนมาก) แต่อยู่ที่ความลับในคัมภร์มรกตนี้เล่า แก่นแท้ของคัมภร์มรกต นี้ต้องการจะบอกอะไรแก่พวกเรา ผมคิดว่าคำตอบอยู่ในคัมภร์มรกตแผ่นที่สิบสองที่ทั้งโธทและดร.โดเรียลต่างก็ยืนยันว่าเป็น สุดยอดแห่งความเร้นลับทั้งปวง  นั่นคือคำพูดดังต่อไปนี้ของโธทที่กล่าวว่า
"มนุษย์ขณะที่อยู่บนโลกนี้เขาจะผูกมัดจองจำให้เป็นทาสของเวลา และสถานที่  การจะปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากการถูกจองจำนี้ เคล็ดลับอยู่ที่ภายในของตัวเขาผู้นั้น  คนเราจะค้นพบเสรีภาพที่แท้จริงได้ก็จากภายในของตัวเขาเท่านั้น"

 

UFO 2011

 

 

 

UFO 2011 Brazil amazing ufo

 

 

UFOs Over London Friday 2011

 

พลิกแฟ้มลับ  UFO

มีนาคม 2007 ฝรั่งเศสสร้างเซอร์ไพรส์เป็นประเทศแรกในโลก ที่เปิดแฟ้มลับ รายงานเกี่ยวกับสิ่งบินลึกลับยูเอฟโอ (UFO หรือ Unidentified Flying Object) อย่างเป็นทางการ เป็นข่าวฮือฮาดังไปทั่วโลก

"องค์การอวกาศแห่งชาติฝรั่งเศส" หรือ ซีเอ็นอีเอส (CNES) ผู้รับผิดชอบรายงานเกี่ยวกับยูเอฟโออย่างเป็นทางการของฝรั่งเศส เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับยูเอฟโอ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดกว่า 1.6 พันรายงาน เป็นรายงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 มีความสมบูรณ์ในรายละเอียดเกี่ยวกับการพบเห็นยูเอฟโอในรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง วัน เวลา สถานที่ ภาพถ่าย ภาพวาด เสียง และคลิปวิดีโอ

ผู้อำนวยการองค์การอวกาศแห่งชาติฝรั่งเศส แถลงข่าวการเปิดเผยแฟ้มลับเกี่ยวกับยูเอฟโอของฝรั่งเศสว่า เพื่อให้ประชาคมวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สำหรับรายงานยูเอฟโอที่ยังไม่มีคำอธิบาย

รายงานยูเอฟโอของฝรั่งเศสกว่า 1.6 พันรายงาน มีอยู่เกือบ 25% ถูกจัดอยู่ในรายงาน "กลุ่ม D" ซึ่งมีความหมายว่า เป็นรายงานน่าสนใจ ผู้รายงานน่าเชื่อถือ แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า คืออะไร โดยภาพรวม

รายงานเกี่ยวกับยูเอฟโอของฝรั่งเศส มีอัตราส่วนของรายงานน่าสนใจ และสมควรจะได้รับการเจาะศึกษาต่อไปอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าของประเทศ อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สรุปรายงานเกี่ยวกับยูเอฟโอจาก “โครงการบลูบุ๊ก” (Blue Book Project) ของสหรัฐอเมริกา

องค์การอวกาศแห่งชาติฝรั่งเศส หรือ ซีเอ็นอีเอส (CNES)

 

                                

 

กระทรวงกลาโหมอังกฤษเองก็เผยแพร่เอกสารลับที่บันทึกรายงานการพบเห็น "ยูเอฟโอ"เช่นกัน ครอบคลุมบันทึกรายงานการพบเห็น "ยูเอฟโอ" ระหว่างปี 1978 ถึง 1987 นอกจากนี้ ในเอกสารดังกล่าวยังรวมไปถึงบันทึกการพบเห็นแสงสว่างแปลกตาและวัตถุที่ไม่สามารถระบุได้บนท้องฟ้าของประชาชน ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ชายคนหนึ่งอธิบายรายละเอียดว่าเขา "เคยติดต่อทางกายและทางจิต" กับเอเลียนสีเขียวเมื่อตอนที่เขายังเด็ก
     
ผู้เขียนเอกสารนี้บอกว่า อัลการ์ หนึ่งในคนเหล่านั้นถูกฆ่าตายในปี 1981 โดยมนุษย์ต่างดาว ขณะที่เขาติดต่อกับรัฐบาลอังกฤษ โดยผู้เขียนบอกว่า อัลการ์ เคยเดินทางมายังฐานทัพของพวกเขาในเวอร์รัลและเชเชียร์ หลังจากมีรายงานว่าภรรยาของเขาเห็นยูเอฟโอลำหนึ่งถูกยิงตกเหนือวัลลาซีย์ แถบเมอร์ซีย์ไซด์

โฆษกของสถาบันเอกสารสำคัญแห่งชาติ กล่าวว่า พวกเขาเผยแพร่เอกสารดังกล่าวหลังมีการยื่นเรื่องต่อสำนักงานสิทธิด้านการรับรู้ข่าวสาร ให้เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับยูเอฟโอและทางกระทรวงกลาโหมต้องการสร้างความโปร่งใส เอกสารส่วนใหญ่ได้รวบรวมจดหมายของประชาชนที่เขียนแลกเปลี่ยนข้อมูล กับเจ้าหน้าที่รัฐบาล กระทรวงกลาโหม และมากาเรต แธตเชอร์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น
     
อีกเอกสารหนึ่งระบุว่า ชายวัย 78 ปี รายหนึ่งอ้างว่า เขาเคยเจอเอเลียนข้างถนนแบซิงสโตรค ในอัลเดอร์ชอต แฮมป์เชียร์ ในปี 1983 ทั้งนี้เขาอ้างด้วยว่าถูกมนุษย์ต่างดาวจับขึ้นยาน พร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดของยาน และบอกว่าถูกเอเลียนซักไซ้เกี่ยวกับอายุของเขา  เขาอ้างว่าจากนั้นมนุษย์ต่างดาวบอกกับเขาว่า "คุณไปได้ คุณแก่เกินไปและไม่แข็งแรงพอสำหรับจุดประสงค์ของเรา"
     

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับยูเอฟโออีกหลายแฟ้ม อาทิ เอกสารรายงานของกองทัพอากาศสหรัฐฯเกี่ยวกับตำรวจของยูเอสเอเอฟ 2 นาย เห็น "แสงประหลาดบริเวณประตูหลังของฐานทัพอากาศวูดบริดจ์" ในซัฟโฟล์ก เดือนธันวาคม 1980 เรื่องดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับข่าวโด่งดังกรณีที่มีคนอ้างว่า เห็นจานบินตกที่ที่ป่าเร็นเดิลแชม จนได้รับฉายาว่าเป็น "รอสเวลล์ของอังกฤษ"
     
ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของสถาบันรวบรวมเอกสารสำคัญแห่งชาติ ยังจะได้พบว่าบันทึกวิดีโอของ นิค โป๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอของอังกฤษ โดย โป๊ป ได้ยกเอาเหตุการณ์ที่พบดวงไฟยูเอฟโอเหนือใจกลางลอนดอนมาพูดคุย "นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะมีการพบ ยูเอฟโอ บริเวณพื้นที่อาคาร ผู้คนมักคิดว่าพวกเขาจะพบมันในสถานที่โดดเดี่ยวหรือที่ห่างไกลเท่านั้น มีคนเห็นแสงสว่างเหนือสะพานวอเตอร์ลู ขณะที่มีผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมากหยุดดูยูเอฟโอลำนี้ที่อยู่เหนือแม่น้ำเทมส์" ภายในเอกสารได้บรรจุสรุปรายละเอียดต่างๆ ซึ่งเตรียมการโดยกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ซึ่งใช้สำหรับนำไปชี้แจงประเด็นยูเอฟโอในสภาสูง เดือนมกราคม 1979

 

        

เรื่องราวของยูเอฟโอมีผู้ให้ความสนใจที่จะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่เชื่อว่ามียูเอฟโออยู่จริง
คนกลุ่มนี้ตีความหมายคำว่า ยูเอฟโอ (UFO-Unidentified Flying Object) จำกัดอยู่เพียงแค่ว่า มันเป็นรูปแบบของยานอวกาศจากต่างดาว และเชื่อถือว่า ในห้วงอวกาศอันไพศาล มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาปรากฏอยู่ คนพวกนี้เดินทางท่องไปทั่วจักรวาล รวมทั้งการมาเยือนโลกของเราทั้งในอดีตและปัจจุบัน

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่ทั้งไม่ปฏิเสธ และไม่เชื่อแนวความคิดดังกล่าวข้างต้น
คนกลุ่มนี้ตีความคำว่า ยูเอฟโอ อย่างเคร่งครัดตามนัยของคำในภาษาอังกฤษ ที่แปลเป็นไทยได้ว่า"วัตถุบินที่ไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็นอะไร" การให้ความสนใจของกลุ่มนี้มักเป็นการสนใจในแง่ของการ "พิสูจน์" ในทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ยูเอฟโอ ในแต่ละกรณีว่ามีการพิสูจน์กันมากน้อยแค่ไหน จริงจังและถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เพียงใด

หากกรณีใดได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ก็พร้อมที่จะยอมรับว่าได้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ในรูปของ "วัตถุบิน" ที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นอะไร มาจากไหน และ อย่างไร มากกว่าที่จะปักใจเชื่อว่า สิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นอะไรนี้ เป็นยานอวกาศจากภายนอกโลก

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่ไม่เชื่อ เชื่อว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของการ "แหกเนตร" กันมากกว่าอย่างอื่น

UFO 1967 - 1989
ส่วนอีกเอกสารหนึ่งซึ่งมาจากหัวหน้ากลุ่มที่เรียกตัวเองว่าทีมสืบสวนสิ่งประหลาดจากวีแกน ได้ร้องขอให้ทางกระทรวงกลาโหมรวบรวมวิธีรับมือกับการบุกรุกของมนุษย์ต่างดาว

ภาพถ่าย UFO 1927-1959

 

แมตธิว เฮิร์ลลีย์ หนุ่มชาวอังกฤษผู้ใช้เวลาร่วม 10 ปี เสาะค้น รวบรวมและแยกแยะร่องรอยของสิ่งที่ "น่าจะเป็น" ยูเอฟโอ ซึ่งถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในรูปแบบแตกต่างกันไว ้อย่างน่าสนใจมากมายด้วยกัน สิ่งที่เขาพบร่องรอยของยูเอฟโอนั้น มีทั้งที่เป็นภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ภาพจิตรกรรมสีน้ำมัน ภาพเขียนสีน้ำประติมากรรม ลายปักบนผ้าม่านอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า แทเพสทรีส์ หรือภาพเขียนเฟรสโก(ภาพปูนเปียก) ไปจนกระทั่งถึงภาพถ่ายเก่าแก่หลายชิ้นด้วยกัน

แมตธิวบอกไว้ว่า ที่เขาพบในบางภาพนั้นเป็นการบันทึกเหตุการณ์ของการพบเห็นเมื่อครั้งอดีตอย่างตรงไปตรงมา แต่อีกหลายชิ้นเป็นเรื่องของการนำมันผสมผสาน เข้าไปกับเนื้อหาของศาสนาและความเชื่อ รวมทั้งแฝงอยู่ในภาพที่บ่งบอกเรื่องราวอย่างอื่น ประโยคถัดมา แมตธิวบอกว่า

"เราก็ได้แต่เพียงคาดเดาเท่านั้นว่าทำไมจิตรกรเหล่านี้ถึงเลือกที่จะเพิ่มภาพยูเอฟโอเข้าไปในงานศิลปะของตนเองพวกเขาได้เป็นประจักษ์พยานของการพบเห็นยูเอฟโอ ในยุคที่ศิลปินเหล่านี้มีชีวิตอยู่จริงๆ แล้วตัดสินใจที่จะสอดใส่มันลงไปเมื่อสร้างผลงาน ของตนเองขึ้นมาละหรือ? หรือบางที่พวกเขาจินตนาการมันขึ้นมาจากส่วนลึกในตัวของจิตรกรเอง? หรืออาจบางที พวกเขาได้รับรู้ถึงความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันระหว่างเหตุการณ์ทางศาสนา บางเหตุการณ์กับปรากฏการณ์ยูเอฟโอก็อาจเป็นได้

"แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เป็นความจริงซึ่งควรนำมาใคร่ครวญก็คือ
มันมี ยูเอฟโอ อยู่ในชิ้นงานเหล่านี้จริงๆ"

แมตธิวบอกว่า ภาพนี้เป็นการลอกแบบมาจากภาพแกะสลักนูนที่พบในเขาวงกต บนเกาะโจเถา ในทะเลสาบเถิงถิง ประเทศจีน หลังจากการสำรวจของศาสตราจารย์จี้ เผิง ไล่ เมื่อปี 1957

 


ภาพจาก ancestryofman.com

 

ภาพนี้ถ่ายมาจากตำรา "ปรัชญาปรมัต สูตร" ซึ่งชาวทิเบต แปลไปจากภาษาสันสกฤตอีกต่อหนึ่ง อายุอยู่ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 ภาพส่วนที่ถูกล้อมกรอบไว้ เมื่อนำมาขยายแล้ว แมตธิวระบุว่า มีวัตถุคล้าย "หมวก" 2 ใบปรากฏอยู่ แต่ถ้าเป็นหมวกทำไมถึงลอยอยู่กลางอากาศ? เขาตั้งข้อสังเกตไว้เช่นนั้น หรือนี่คือสิ่งที่ถูกบรรยายไว้ในคัมภีร์เวทของอินเดียหลายแห่งรวมทั้งใน รามายนะ ว่าคือ "วิมาน" หรือ "พิมาน" ?


ภาพจาก eso-garden.com

 

 

(เบอร์ 3)ภาพนี้เป็นภาพประกอบหนังสือชื่อ "อูเมะ โนะ จิรี" พิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1803 ในหนังสือระบุว่า ลูกเรือในเรือต่างชาติลำหนึ่งพบเห็นวัตถุประหลาดนี้ ที่ชายหาดฮาราโตโน เขตอิบารากิ ของญี่ปุ่น ตามคำอธิบายในภาพนั้น ด้านนอกของวัตถุประหลาด ทำด้วยเหล็กและแก้วสามารถมองเข้าไปเห็น ตัวอักษรประหลาดเขียนไว้ภายในยานอีกด้วย

(เบอร์ 4 )ภาพชุดนี้ แมตธิวนำมาจากหนังสือของ "พันโท เกรย์" ชื่อ "บันทึกการสำรวจและค้นพบ 2 ครั้งในออสเตรเลียตะวันตกเฉียงเหนือ และออสเตรเลียตะวันตก 1837,1838 และ 1839" ภาพเขียนเหล่านี้เป็นภาพเขียนถ้ำของชนเผ่าอะบอริจินส์ พบในบางถ้ำใกล้แม่น้ำกลีเนจ ในเขตคิมเบอร์ลี่ ออสเตรเลีย เชื่อว่าเขียนขึ้นเมื่อประมาณ 5,000 ปีมาแล้ว ชาวอะบอริจินส์เรียกสิ่งมีชีวิตในภาพว่า วานด์จิน่า แมตธิวบอกว่า บางคนเชื่อว่าวานด์จิน่าแสดงถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก

(เบอร์ 5)ภาพนี้ก็น่าสนใจ แมตธิวไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก นอกจากจะระบุว่าเขาเชื่อว่ามีอายุย้อนหลังไปถึง 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ประติมากรรมชิ้นนี้พบที่เมืองเคียฟ(ปัจจุบันอยู่ในอูเครน)

 

ในปี ค.ศ.1964 โครงการสมุดสีน้ำเงินได้บันทึกเหตุการณ์พบเห็นยูเอฟโอ ชนิดใหม่คือ การพบเห็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ลอนนีย์ ซาโมร่า กำลังไล่ตามรถที่ขับรถเร็วเกินกำหนดไปตามหุบเขาในทะเลทรายใกล้เมืองโซโคร์ โรเขาถูกทำให้เขาด้วยเสียงคำรามและเปลงไฟสีน้ำเงิน ในท้องฟ้าเบื้องหน้าของเขาเมื่อเขาเข้าไปไกลเขาเห็นวัตถุสี เงินรูปไข่อยู่บนขาตั้ง 4 ขามีลักษณะสีแดงเป็นเครื่องหมายสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ขนาดเล็ก 2 ร่างในชุดสีขาวคล้ายกัน ทั้งหมดเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ วัตถุนั้นๆ ซาโมร่าเดินเข้าไปหาด้วยความคิดว่าอาจจะมีอะไรให้เขา ช่วยเหลือแต่เมื่อทั้ง สองร่างนั้นพบเขาก็ตกใจ และกระโดดกลับเข้าไปในยานลึกลับของพวกเขา แล้วซาโมร่าก็ได้ยินเสียงคำรามที่ดังขึ้น เปล่งไฟสีน้ำเงินสุกใสลุกวาบออกมาจากใต้ยานและตำรวจที ่กำลังตกใจคนนั้นก็รีบหันหลังกลับและวิ่งหนีขณะที่ยาน นั้นเริ่มยกตัวลอยขึ้นในอากาศ

การบันทึกความเร็วของยูเอฟโอทำขึ้นกับจานบินที่เหนืออเมริกาใต้ในเดือนมกราคม 1977 คำนวณความเร็วได้ประมาณ 28,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเดียวกันกับดาวเทียมที่โคจรรอบโลก ฤดูไม้ใบร่วง ค.ศ.1967 ผู้บังคับบัญชาการเรือแคนาดาถูกปลูกโดยวัตถุที่มีแสงหลากหลายซึ่งบินอยู่เหนือ แอตแลนติคเหนือมันร่อนพร้อมกับเสียงหวีดดังลงในทะเล แต่เมื่อคณะสำรวจมาถึงไม่พบหลักฐานอะไรลอยอยู่ในน้ำและนักดำน้ำลงสำรวจท้องทะเลก็ไม่พบซากปรับหักพังแต่อย่างใด

UFO ที่ Brazil 20 มกราคม 1996

 

วันที่ 7 มกราคม 1948 ผู้คนนับร้อยพบเห็นวัตถุขนาดใหญ่บนท้องฟ้าเหนือ เคนตัคกี้ สหรัฐอเมริกา และเครื่องบิน P-51 มัสแต็ง 3 ลำถูกส่งขึ้นตรวจสอบเวลาผ่านไปไม่กี่นาที หนึ่งใน 3 นักบิน โธมัส แมนเทล วิทยุรายงานว่า "ดูน่าจะเป็นโลหะ" นักบินอีก 2 คนเลิกไล่ตามแต่แมนเทลตัดสินใจที่จะติดตามต่อไปเขา พยายามไปถึง 9,000 เมตร แต่สัญญาณวิทยุได้ขาดหายไปทันที วันต่อมาได้ค้นพบเครื่องบินของแมนเทลยับเยินอยู่ ห่างออกไป 135 กิโลเมตร

วันที่ 13 สิงหาคม 1956 เวลา 21.30 น. เรื่องนี้ถือเป็นการมองเห็นที่ "คลาสสิค" มากเรื่องหนึ่งวัตถุหลายชิ้นถูกพบเห็นโดยพยานบุคคลมากมายและ ตรวจพบในจอเรดาร์ด้วยยังคงอธิบายไม่ได้ว่ายูเอฟโอลำแรกพบโดย พนักงานเรดาร์ที่เบนท์ ซึ่งเป็นฐานบิน ทางตะวันออกของอังกฤษเรดาร์จับสัญญาณได้ว่าอยู่ไกลออ กไปไม่ถึง 50 กิโลเมตร ความเร็วของมันคำนวณได้ สูงกว่า 8,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วมากจนน่าจะเกิดเสียงดังโครม เมื่อบินเร็วเท่าความเร็วเสียง ที่เรียกกันว่า "โซนิค บูม" แต่ยานนั้นบินผ่านไปโดยปราศจากเสียงดังแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน
ระบบข้อมูลสี ในกระบวนการผลิตทางการพิมพ์ (2996) การจัดองค์ประกอบภาพ วิธีการแต่งรูปให้ภาพสวยคมชัด รูปไฟล์เล็กไม่ใช่ปัญหา เคล็ดลับทำให้รูปเล็กขยายโดยไม่แตก !! (4295) ออกแบบนามบัตรด้วยตนเอง และสร้างนามบัตรใช้เอง ไม่ยากเลยนามบัตรที่เป็นดีไซน์ของคุณเองใช้แอพ Android บน PC วิธีดูว่าใครแอบส่อง Facebook/ รีวิวหนังสือใหม่ (58104)
บทเรียนออนไลน์ รวมเว็บสอนวิชาชีพทุกชนิด ชมคลิปการสอนได้ที่นี่ สอนกีตาร์ สอนทำอาหาร สอนถ่ายรูป (อัพเดทตลอด) (8503) สมัครงานออนไลน์ รวมเว็บหางาน ลงประกาศรับสมัครงานแหล่งรวมเว็บหางานชื่อดังมากที่สุด รวมไว้ในที่เดียว ทั้งหางาน หาคน คลิกเร็ว !!! (7306) รวมลิ้งค์โหลดเกมส์ฟรี เกมสมาร์ทโฟน เกมส์แอนดรอยด์โหลดฟรี เกม iosไอแพดไอโฟน เกมส์ Win8 รวมgames xboxคลิกเร็ว !!! (23950)
กลอนรัก กลอนหวาน หาคู่ หากิ๊ก รวบรวมเว็บไซท์เกี่ยวกับหาคู่ ดูหนังฟังเพลงออนไลน์ ไว้ในที่เดียว บทกลอนซึ้งๆกินใจ บอร์ดความรักโรแมนติค วัยรุ่นและ ความรัก (8989) รถยนต์ รถมือสอง รถมือ 1 ซื้อขายรถ รวมเว็บรถยนต์มากที่สุดในเมืองไทย อุปกรณ์ตกแต่งรถ ถาม-ตอบปัญหารถ (7721) รวมเว็บยอดฮิตเกี่ยวกับ การ์ตูน อ่านการ์ตูนออนไลน์ ของเล่นเด็ก (6051)
อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน สยามกีฬา ดูข่าวออนไลน์ อ่านนิตยสารชื่อดัง รวมเว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์ นิตยสารออนไลน์ อัพเดทตลอด คลิกที่โลโก้ (1758699)